นโยบาย

นโยบายกระทรวงแรงงานและแนวทางการปฏิบัติราชการ

ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

 

          กระทรวงแรงงานมีภาระหน้าที่ในการบริหารด้านแรงงาน รวมทั้งวางรากฐานการจัดสรร การใช้ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักและเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนของการริเริ่มและการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ในฐานะที่เป็นกลไกขับเคลื่อนทุกระบบของชาติ ซึ่งกระทรวงแรงงานจัดอยู่ในกลุ่มความมั่นคงและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดังนั้น การดำเนินการ หรือแนวคิดต่าง ๆ ต้องนำเรื่องความมั่นคงมาดำเนินการเป็นลำดับแรก และต้องมีการจัดลำดับความเร่งด่วนให้กับงานที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว และงานอื่น ๆ ที่จะกระทบต่อความมั่นคง อาทิ การทำข้อตกลงกับต่างประเทศ การค้ามนุษย์ด้านแรงงาน แรงงานประมง TIP Report ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันเพื่อทำให้ประเทศไทยปรับไปอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น IUU ของยุโรป และ TIP Report ของสหรัฐอเมริกา

          เพื่อเตรียมการที่จะเผชิญกับสิ่งท้าทายที่กำลังจะมาถึง อาทิเช่น เรื่องความมั่นคง และการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งกระทรวงแรงงานมีภารกิจที่เกี่ยวข้องทั้งสามเสาหลัก และความพร้อมที่จะรองรับแรงบีบคั้นจากกลไกการแข่งขันและการตรวจสอบของสังคมระหว่างประเทศ ทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือ ILO เป็นต้น รวมถึงเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลขณะนี้คือ การดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน ได้แก่ การจัดหางาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน Modern Trade และกลุ่มคลัสเตอร์ต่าง ๆ

          ในห้วงการบริหารบ้านเมืองโดย คสช. ก่อนที่จะส่งมอบภารกิจให้กับรัฐบาลที่ได้จัดตั้งขึ้น ได้มีส่วนรับผิดชอบงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ในเรื่องการดูแลผู้หลบหนีเข้าเมือง มาทำงานอย่างผิดกฎหมายของพี่น้องแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็มีความประทับใจ ชาวกระทรวงแรงงานทุกคนที่ทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มที่ทั้งที่อยู่ในภาวะคับขันของบ้านเมือง

          สำหรับการบริหารราชการ จะยึดถือนโยบายของรัฐบาลรวมทั้งนโยบายที่รัฐมนตรีท่านเดิม (พลเอกสุศักดิ์ กาญจนรัตน์) ได้ดำเนินการไว้ และจะสานต่อการทำงานให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ อย่างราบรื่น โดยอาจมีเพิ่มเติมปรับเปลี่ยนแผนงานบางประการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก และความต้องการของตลาดแรงงาน ดังนั้น จึงขอให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงทุกท่าน มั่นใจในตัวผมได้ว่าพวกเราจะช่วยกันทำงานด้วยความความเป็นกันเอง และทุกคนจะต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุผลสำเร็จตามภารกิจ สร้างความมั่นคงให้กับแรงงาน ประชาชน และสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทยเป็นส่วนรวม ทำให้ประชาชนและผู้ใช้แรงงานเกิดความเข้าใจ ไว้วางใจและเชื่อมั่นในการดำเนินงานของรัฐบาล โดยขอให้ยึดหลักในการทำงาน ๗ ประการ ดังนี้

     1. ต้องมีการทำงานเชิงรุก มีความคิดริเริ่ม มีเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ

     2. ต้องมีความโปรงใส เปิดเผย

     3. ต้องซื่อสัตย์ สุจริต

     4. ต้องมีความชอบธรรม ยุติธรรม

     5. ต้องมีความชัดเจน ตรวจสอบได้

     6. ต้องมีคุณธรรม และจริยธรรม

     7. ต้องมีความร่วมมือกันด้วยความจริงใจ ทำงานแบบบูรณาการได้ด้วยดีตลอดไป

     เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลในด้านแรงงาน และเพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงได้กำหนดนโยบายที่จะต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งประกอบด้วย

     1. การพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย

          1.1 ส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งงานได้หลายช่องทาง โดยขยายการจัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (smart job center) ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การบริการข้อมูลข่าวสาร การมีงานทำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายแบบครบวงจร ส่งเสริมการมีงานทำสำหรับคนพิการ ตามกฎหมายที่กำหนดให้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดยต้องพิจารณาถึงงานที่ร้องขอ งานที่กระทรวงแรงงานมีศักยภาพช่วยเหลือได้ และงานที่ริเริ่มใหม่ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงความยั่งยืนเป็นสำคัญ

          1.2 ส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน และความปลอดภัยในการทำงาน และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง โดยสร้างจิตสำนึก สร้างองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยตามหลักมาตรฐานสากลในการทำงาน และฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของแรงงานที่ได้รับอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงาน

          1.3 ส่งเสริมสนับสนุน ดูแล คุ้มครองแรงงานนอกระบบ ต้องดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แรงงานนอกระบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้แรงงานนอกระบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จัดให้มีข้อมูลแรงงานนอกระบบสนับสนุนการทำงานได้ โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข) รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาศูนย์ประสานงานและสนับสนุนเครือข่ายแรงงานนอกระบบให้มีความเข้มแข็งอย่างมีประสิทธิภาพ

     2. การบริหารแรงงานต่างด้าว เนื่องจากในสภาวการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน จึงมีความจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวเพื่อสนองตอบการดำเนินงานภายในประเทศ

          2.1 การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ต้องดำเนินการให้ครบวงจร (การนำเข้า, การใช้งาน การดูแล และการส่งกลับ) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการขออนุญาตนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายเป็นไปตามกฎเกณฑ์ กติการะหว่างประเทศ รวมทั้งปรับปรุงระบบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ให้สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และปรับปรุงกระบวนการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพ พร้อมกับดูแลและคุ้มครองให้แรงงานได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เมื่อสิ้นสุดการทำงานต้องดูแลความเรียบร้อยในการส่งกลับภูมิลำเนาของแรงงานต่างด้าว

          2.2 การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและพื้นที่ชายแดน ตามที่ ครม.เห็นชอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบในการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (OSS) โดยกำหนดรูปแบบและกระบวนการในการบริหารจัดการให้สามารถสนองตอบต่อการปฏิบัติงานให้บริการด้านแรงงาน และที่เกี่ยวข้องได้อย่างสัมฤทธิ์ผล และมีการควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างรัดกุม โดยปราศจากการทุจริตประพฤติมิชอบ สำหรับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในลักษณะเช้ามา-เย็นกลับ หรือตามฤดูกาลนั้น ในแต่ละพื้นที่จะมีแนวคิดในการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไปตามความต้องการแรงงาน ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงต้องติดตามและออกแบบการดำเนินการโดยกำกับ ดูแล ในภาพรวมให้มีการดำเนินงานตามขั้นตอน ครบวงจรและครอบคลุมในทุกมิติ

     3. การพัฒนาศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยรวมหมวดหมู่ของกำลังแรงงานแต่ละภาค, กลุ่ม, พื้นที่ เพื่อให้เป็นคลังข้อมูลด้านทรัพยากรมนุษย์ของชาติ โดยต้องจัดทำข้อมูลด้านแรงงานแบบบูรณาการให้สามารถนำไปใช้ในการสนับสนุนการตัดสินใจ และตอบสนองต่อการนำไปใช้งานของนายจ้าง ลูกจ้าง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ประโยชน์ในภารกิจของหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

     4. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยเน้นการคุ้มครองทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องเร่งดำเนินการตรวจแรงงานเข้มงวดในสถานประกอบกิจการกลุ่มเสี่ยงกับการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานบังคับ โดยเฉพาะการตรวจแรงงานในกิจการประมง การเกษตร และงานบริการ ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ และกติการะหว่างประเทศเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

     5. การเตรียมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจะต้องเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์เพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งนี้ โดยการเร่งรัด เพิ่มทักษะ ความรู้ และคุณธรรมของคนในประเทศ ประกอบกับจัดสร้างเกณฑ์มาตรฐานด้านอาชีพ

     6. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านแรงงาน สืบเนื่องจากแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลว่าด้วยแรงงาน หรือแรงงานจากประเทศไทยส่งออกไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ถูกต้อง รวมทั้งกรณีผลิตภัณฑ์ที่ใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานที่ไม่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายและกติกาสากล ทำให้ถูกนานาชาติต่อต้านและไม่ให้ความร่วมมือในกิจกรรมระหว่างประเทศต่อประเทศไทย ดังนั้น การแก้ไขโดยทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศด้านแรงงานต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์ผลักดันนโยบายความร่วมมือด้านการต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องแรงงานของรัฐบาลให้บรรลุผลสำเร็จ เพื่อยกระดับให้การดำเนินงานด้านแรงงานของกระทรวงแรงงานมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

     7. การประชาสัมพันธ์ ต้องมุ่งเน้นสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น และทำให้เกิดความศรัทธาต่อรัฐบาล, คสช. และกระทรวงแรงงาน โดยใช้มาตรการเชิงรุก หากมีปัญหาต้องเร่งสร้างความเข้าใจโดยพัฒนากลไกผ่านสื่อและเครือข่ายทั้งภายในและภายนอก พร้อมกับสามารถสื่อสารถ่ายทอดให้ประชาชนและบุคลากรในองค์กรอื่นรับรู้และเข้าใจได้ โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทั้งนี้ ทุกคนต้องทราบนโยบายและคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างถูกต้อง ชัดเจน รวดเร็ว และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับแผนการปฏิบัติด้านการประชาสัมพันธ์ ทุกหน่วยงานจะต้องสอดประสานกันโดยมีเป้าหมายหลัก คือ ผู้ใช้แรงงานและประชาชน ให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ทันเวลา โดยเน้นการสร้างความรับรู้ด้วยภาษาที่เข้าใจได้โดยง่าย ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เช่น จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ซึ่งจัดทำออกมาเดือนละ ๒ ฉบับ ให้ทุกหน่วยงานนำไปเผยแพร่ให้กับบุคลากรในสังกัดของตนได้รับทราบอย่างทั่วถึง โดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ และเนื่องจากในขณะนี้อยู่ในห้วงระยะเวลาที่สถานการณ์ยังไม่ปกติ อยู่ในห้วงการปฏิรูปของ คสช. และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในสังคมร่วมมือกัน รู้รักสามัคคี จึงขอให้บุคลากรและเจ้าหน้าที่ในองค์กร ติดตามการทำงานของรัฐบาล และ คสช. อย่างต่อเนื่องและตระหนักว่าแผนการปฏิรูปของ คสช. เป็นอย่างไร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไหนและสามารถชี้แจงให้ผู้อื่นได้รับทราบและเข้าใจในการดำเนินงานของ คสช. รัฐบาล และกระทรวงแรงงาน

     8. การรักษาความปลอดภัย ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒

          8.1 การรักษาความปลอดภัยสถานที่ ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น การกำหนดพื้นที่ในการควบคุมและกำกับดูแล อาทิ การกำหนดพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด การกำหนดพื้นที่หวงห้ามเฉพาะ รวมทั้งกำหนดมาตรการ ในการเข้า – ออก ของบุคคลต่าง ๆ

          8.2 การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การกำหนดชั้นความลับของเอกสาร และการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารลับ ให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนและให้เป็นไปตามระเบียบฯ อย่างเคร่งครัด

     9. นโยบายและแนวทางในเรื่องอื่น ๆ

          9.1 การบริหารงานบุคคล การบรรจุ แต่งตั้ง /โยกย้าย ตำแหน่งที่ว่าง โดยจะพิจารณาคัดสรรคนให้เหมาะสมกับงาน โดยรัฐมนตรีฯ ไม่มีนโยบายปรับย้ายโดยไม่ยุติธรรม ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานขึ้นในพื้นที่ใด และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จะพิจารณาแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

          9.2 การแสวงหาความรับผิดชอบ หากเกิดสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยในพื้นที่ต้องเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการให้ความช่วยเหลือทันที และให้รายงานต่อรัฐมนตรีฯ เพื่อรับทราบโดยเร่งด่วนเป็นลำดับแรก แล้วให้รายงานตามขั้นตอนของทางราชการต่อไป

          9.3 คณะทำงานต่าง ๆ ซึ่งเป็นคณะทำงานที่มีอยู่เดิม ให้ดำเนินการไปตามกรอบภารกิจที่มอบให้ และจะต้องรายงานผลและความคืบหน้า พร้อมข้อเสนอแนะ ให้รัฐมนตรีฯ เพื่อทราบและพิจารณา อย่างต่อเนื่อง

          9.4 การปฏิบัติงาน ให้เน้นการปฏิบัติงานเชิงรุก มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแผนงานรองรับ มีแนวทางปฏิบัติหลายแนวทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายและสัมฤทธิ์ผลตามที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

          9.5 แผนปฏิบัติงานของกระทรวงแรงงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๙ ต้องมีเป้าหมาย ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ และต้องกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ รวมถึงมีการตรวจสอบประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับเรื่องของการตรวจสอบได้ ให้เพิ่มบทบาทของหน่วยตรวจสอบภายในกระทรวงให้มากขึ้น

          9.6 การจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ และกิจกรรมเทิดทูนสถาบันฯ รวมทั้งโครงการที่สนองพระราชดำริ ให้ทุกหน่วยวางแผนการดำเนินงานและมีการติดตามอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

          9.7 การปรับปรุงโครงสร้างขององค์กร เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ส่งผลให้ภารกิจในการดำเนินงานและอำนาจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงพัฒนาองค์กร ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง และรองรับต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานกับนานาชาติได้ จึงต้องยึดหลักภารกิจและปัญหาด้านแรงงานเป็นหลัก ในการพิจารณาปรับปรุงองค์กร

 

 

 

 

"วาระปฏิรูปแรงงาน 8 วาระ และ 1 แผนงานเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ "

 

การที่จะเดินหน้าพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าให้ประสบความสำเร็จตามเป้าประสงค์ได้นั้น กระทรวงแรงงานตระหนักดีว่าจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ช่วงที่ ๑. Productive Manpower (.. ๒๕๖๐๒๕๖๔) ซึ่งเป็นช่วงของการสร้างรากฐานการดำเนินงานด้านแรงงานให้เป็นมาตรฐานสากลเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อรองรับความท้าทายจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน รูปแบบการทำงาน และเกิดอาชีพใหม่ๆ ที่ต้องการทักษะที่แตกต่างออกไปจากในปัจจุบัน จึงได้กำหนดวาระปฏิรูปแรงงาน ๘ วาระ ประกอบด้วย มิติภายใน

๓ วาระ และมิติภายนอก ๕ วาระ ดังนี้

มิติภายในองค์กร 3 วาระ ได้แก่

วาระปฏิรูปที่ 1 การปฏิรูปบทบาทกระทรวงแรงงาน

การวางเป้าหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นองค์กรชี้นำการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำพาองค์กรไปให้ถึงเป้าหมายนี้ คือ การปฏิรูปบทบาทกระทรวง ในทั้ง ๓ มิติ คือมิติโครงสร้างอำนาจหน้าที่ที่ต้องทันสมัย พร้อมการปฏิบัติภารกิจใหม่ๆ และท้าทาย มิติบุคลากรกระทรวงแรงงานที่ต้องก้าวทันการเปลี่ยนแปลง มิติกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆที่ต้องเป็นกลไกสนับสนุนการทำงานแนวใหม่มีความยืดหยุ่นสูง มีความคล่องตัว วาระการปฏิรูปบทบาทกระทรวงจึงถือว่าเป็นต้นน้ำของวาระปฏิรูปแรงงานทั้ง ๘ วาระ

วาระปฏิรูปที่ 2 Zero Corruption

(ร่าง) ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (.. 2560 – 2564) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่าประเทศไทยใสสะอาดไทยทั้งชาติต้านทุจริต (Zero Tolerance & Clean Thailand)” โดยมีเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ว่าประเทศไทยได้รับการประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50” ซึ่งประเทศไทยจะบรรลุวิสัยทัศน์และเป้าประสงค์นี้ได้ ทุกส่วนราชการต้องช่วยกันดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดวาระปฏิรูปแรงงาน เรื่อง Zero Corruption ขึ้น เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายชาติ

วาระปฏิรูปที่ 3 Information Technology

การปรับปรุงเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มาใช้บริการ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดโอกาสการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐตามแผนรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และแผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วาระปฏิรูปที่ 4 Safety Thailand

กระทรวงแรงงานมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัย มีการบูรณาการผ่านกลไก

ประชารัฐ ดำเนินงานเชิงรุกด้วยมาตรการสร้างจิตสำนึก (Safety Mind) มาตรการความความปลอดภัย ของชีวิต (Safety of Life) มาตรการสร้างเครือข่าย (Safety Network) เพื่อเป้าหมายสูงสุด คือประเทศไทยปลอดภัย (Safe Work Safe Health Safe Life : Safety Thailand)”

วาระปฏิรูปที่ 5 การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงานและแรงงานผิดกฎหมาย

กระทรวงแรงงานตระหนักดีถึงผลกระทบของปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ปัญหาแรงงานต่างด้าว และการใช้แรงงานผิดกฎหมายที่มีต่อความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประเทศไทย ซึ่งส่งผลไปถึงภาคเศรษฐกิจอีกด้วย กระทรวงแรงงานจึงได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็น 1 ใน 8 วาระปฏิรูปที่ต้องเร่งรัดขจัดปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นการสร้างระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร เป้าหมายหลัก คือ ปัญหาแรงงานบังคับและปัญหาการค้ามนุษย์ต้องหมดไปจากประเทศไทย

วาระปฏิรูปที่ 6 การเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ Thailand 4.0

รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศทิศทางของประเทศไทยไว้อย่างชัดแจ้งว่าจะพัฒนาประเทศให้เป็น “Thailand 4.0” ซึ่งการก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายนั้นทรัพยากรมนุษย์เป็นปัจจัยที่สำคัญ กล่าวคือ จะต้องเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีผลิตภาพสูง กระทรวงแรงงานจึงได้กำหนดให้การเพิ่มผลิตภาพแรงงานไปสู่ Thailand 4.0 เป็น 1 ใน 8 วาระปฏิรูปแรงงาน

วาระปฏิรูปที่ 7 มิติใหม่ของการส่งเสริมการมีงานทำ

กระทรวงแรงงานกำหนดวาระปฏิรูปนี้เพื่อให้เชื่อมโยงกับวาระที่ 3 การเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ Thailand .๐ ด้วยเหตุที่ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศย่อมมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การมีงานทำถ้วนหน้าเพราะจะเป็นปัจจัยให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อภายในประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยปัญหาการขาดแคลนแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (ทักษะ ความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะไม่ตรงตามความต้องการของภาคเศรษฐกิจ) และประเทศไทยยังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้กระทรวงแรงงานต้องมาปรับบทบาทภารกิจด้านการส่งเสริมการมีงานทำใหม่ สร้างมิติใหม่โดยนอกจากจะส่งเสริมการมีงานทำให้กลุ่มแรงงานทั่วไป และยังมุ่งให้แรงงานผู้สูงอายุและผู้พิการมีงานทำ และยังไปเตรียมทรัพยากรมนุษย์ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานเพื่อขจัดปัญหาอุปสรรคด้านการขาดแคลนแรงงานเชิงคุณภาพอีกด้วย

วาระปฏิรูปที่ 8 ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ

กลุ่มเป้าหมายสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งและยังเป็นกลุ่มที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย คือ กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีจำนวนถึง 25 ล้านคน กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา            มีทักษะฝีมือในระดับล่าง ดังนั้นกระทรวงแรงงานจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มแรงงานนอกระบบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากลุ่มแรงงานในระบบ โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบอย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริม การคุ้มครอง และการพัฒนา และการสร้างความเข้มแข็งที่สอดคล้องกับนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

 

แผนงานเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

เพื่อธำรงรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้มีผู้ใดล่วงละเมิด เสริมสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ น้อมนำแนวพระราชดำริไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม และดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy : SEP)